ปฐมพยาบาลหัวใจให้เด็กนอกระบบ

ปฐมพยาบาลหัวใจให้เด็กนอกระบบ

ผู้เขียน : กชวร จุ๋ยมณี


เด็กนอกระบบนอกจากนอกจากจะขาดโอกาสที่เท่าเทียมในการศึกษาและประกอบอาชีพแล้ว หลายคนยังมีความเสี่ยงที่จะถูกล่วงละเมิด (Abuse) ทั้งทางร่างกาย จิตใจและทางเพศ บางคนถูกกลั่นแกล้ง (Bully) ทั้งในโลกจริงและโลกเสมือน จนเกิดความเครียด นำไปสู่ความเจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ มีคุณครูนอกระบบบางคนเคยเปรยกับผู้เขียนว่า อยากช่วยเด็ก ๆ เมื่อประสบความทุกข์ยาก จะทำอย่างไรดี?

หนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด เป็นวิธีปฐมพยาบาลที่ช่วยดูแลหัวใจที่บอบช้ำของเด็กนอกระบบ (รวมทั้งมนุษย์ทุกคน) คือ การฟังด้วยหัวใจ เป็น “การฟังอย่างลึกซึ้ง” (Deep Listening) ที่เปรียบเสมือนกุญแจที่จะเข้าถึงใจของผู้ที่เราสนทนาด้วย การฟังนั้นต้องอาศัยประสาทสัมผัสหลายส่วน ได้แก่ การรับฟังถ้อยคำและน้ำเสียงผ่านหู การสังเกตภาษากายสีหน้าท่าทางผ่านการมองเห็น การใช้หัวใจในการรับรู้ด้วยความเข้าอกเข้าใจ (Empathic Understanding) ซึ่งเป็นการตระหนักและเข้าใจถึงความคิด อารมณ์ความรู้สึกของคู่สนทนา ด้วยการเปิดใจกว้าง เห็นโลกตามมุมมองและเงื่อนไขชีวิตของคู่ โดยไม่ตัดสินตามความคิดความเชื่อของตน แต่จะสอบทาน และพยายามเข้าถึงที่มาของความคิด ความเชื่อ แรงจูงใจ ความทุกข์ใจและความรู้สึกอื่น ๆ รวมถึงความสามารถที่จะบ่งบอกถึงอารมณ์ความรู้สึกของคู่สนทนาได้ โดยการรับฟังนั้นต้องมีสติ มุ่งความสนใจที่มีทั้งหมดไปยังบุคคลที่ตนเองกำลังรับฟัง ไม่อาจแบ่งแยก ย้อนไปในอดีต หรือพุ่งไปยังอนาคต หรือไปอยู่กับคนหรือสถานที่อื่นใดได้ ดังนั้นหากเราฟังได้อย่างลึกซึ้ง Dr. Theodor Reik นักจิตวิเคราะห์กล่าวว่า หูที่สามของเราจะเปิด เราจะได้ยินความในใจแม้คู่สนทนาของเราไม่ได้เอ่ยเป็นคำพูดออกมา

อย่างไรก็ตามการรับสารขาเข้าอย่างเดียวนั้นยังไม่เพียงพอ การส่งสารกลับไปให้คู่สนทนารับรู้ถึงการฟังของคุณครูก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ครูนอกระบบจึงควรแสดงการตอบรับการได้ยินนั้นด้วยการฟังเชิงรุก (Active Listening) คือ การรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของคู่สนทนาอย่างมีสติและสมาธิ จากการสังเกตภาษากายและภาษาพูดของคู่สนทนา และตอบรับการได้ยินนั้นด้วยการแสดงภาษากายของตน เช่น การสบตา สีหน้า ท่าทาง รวมทั้งคำพูดที่แสดงออกด้วยความเข้าอกเข้าใจ ผ่านการสรุปความ การสะท้อนความหมายและความรู้สึก การถาม รวมทั้งการให้กำลังใจและแนวทางอย่างเหมาะสม เป็นต้น

นอกจากนี้การแสดงออกถึงความเมตตา (Compassion) นั่นคือ ความรู้สึกสนใจต่อความต้องการของคู่สนทนา แสดงความใส่ใจ ห่วงใย ความปรารถนาดีให้คู่สนทนาของคุณครูให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยไม่คาดหวังค่าตอบแทน จะช่วยให้คุณครูมีทักษะการฟังเชิงรุก (Active Listening) และแสดงออกถึงความเข้าอกเข้าใจ (Empathic Understanding) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยสรุปแล้ว การฟังอย่างมีประสิทธิภาพ ควรมีลักษณะที่สำคัญ 3 ประการตามหลัก ACE นั่นคือ A (Active Listening) E (Empathic Understanding) และ C (Compassion) ซึ่งจะช่วยให้คุณครูสามารถในการปฐมพยาบาลหัวใจให้เด็กนอกระบบ รวมทั้งผู้คนที่อยู่ในชีวิตของคุณครูด้วย


อ้างอิง

Safran, J. D. (2011). Theodor Reik’s Listening With the Third Ear and the Role of Self-Analysis in Contemporary

Psychoanalytic Thinking. The Psychoanalytic Review98(2), 205-216.

Singer, T., & Klimecki, O. M. (2014). Empathy and compassion. Current Biology, 24(18), R875-R878.

กชวร จุ๋ยมณี. 6 กรกฎาคม 2562. ฟังทำไมและอย่างไร (1)https://www.thebangkokinsight.com/news/columnists/172191/

กชวร จุ๋ยมณี. 10 สิงหาคม 2562. ฟังทำไมและอย่างไร (2).https://www.thebangkokinsight.com/news/columnists/189915/

Related Blogs

Posted by editor | January 22, 2026
คู่มือสื่อและกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันสุขภาวะต่อการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชน
ภายใต้โครงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสุขภาวะต่อการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชนผ่านการใช้ชุดสื่อและกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับครู สงวนลิขสิทธิ์/จัดทำ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หน่วยปฏิบัติการวิจัยเพื่อการพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2568 คลิกเพื่อดาวน์โหลด
Posted by editor | January 8, 2026
คู่มือการจัดการศึกษาที่ยึดหยุ่นด้วย 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ สำหรับสถานศึกษาและผู้บริหาร
คู่มือการจัดการศึกษาที่ยึดหยุ่นด้วย 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ สำหรับสถานศึกษาและผู้บริหาร สงวนลิขสิทธิ์/จัดทำ : กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) หน่วยปฏิบัติการวิจัยเพื่อการพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คลิกเพื่ออ่านและดาวน์โหลด
Posted by editor | January 8, 2026
คู่มือการจัดการศึกษาที่ยึดหยุ่นด้วย 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ สำหรับครู
คู่มือการจัดการศึกษาที่ยึดหยุ่นด้วย 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ สำหรับครู สงวนลิขสิทธิ์/จัดทำ : กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) หน่วยปฏิบัติการวิจัยเพื่อการพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คลิกเพื่ออ่านและดาวน์โหลด